วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การจัดการสารสนเทศ


11.   ข้อมูล(data) หมายถึง ข้อเท็จจริง (fact) ที่อยู่ในรูปแบบตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ รูปภาะ เเละเสียง ซึ่งสามารถบันทึกไว้อย่างต่อเนื่องมีความหมายอยู่ในตัว เช่น ชื่อนักเรียน อายุ เพศ เป็นต้น
  2.  สารสนเทศ (information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็ฐรวบรวมไว้มาประมวลผลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าสารสนเทศ 
     คือ ข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งาน
  3.  การประมวลผล (processing) หมายถึง การกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมเป็นเเฟ้มข้อมูล การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ เป็นต้น 
  4.  ข้อมูลมีกี่ประเภท 2 อะไรบ้าง 2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการเก็บข้อมูลจากเเหล่งข้อมูลโดยตรง เช่น ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกต การทดลอง เป็นต้น 2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ คือ ข้อมู,หรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำข้อมูลที่ผู้อื่นรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ มาใช้งานโดยไม่ต้องลงมือเก็บรวบรวมเอง เช่น สถิติจำนวน เป็นต้น
  5.  วิธีการประมวลผลข้อมูลโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ มี2วิธี 
     3.1 การประมวลผลแบบเชื่อมตรง เป็นวิธีการนำข้อมูลเเต่ละรายการที่ถูกบันทึกเข้ามาประมวลทันที นิยมใช้ในงานที่ต้องได้ผลลัพธ์ให้กับผู้ใช้ทันที หรือในงานที่ข้อมูลจะต้องทีนสมัยอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อนักเรียนเบิกเงินจากตู้เอทีเอ็ม เป็นต้น
  6.  สารสนเทศที่ดีมีลักษณะ 1.มีความถูกต้องเเม่นยำ(accuracy) 2.ทันต่อเวลา(timeliness)
    3.มีควมสมบูรณ์ครบถ้วน (complete) 4.มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้(relevancy) 5.สามารถพิสูจน์ได้ (verifiabla) 
  7.  ขั้นตอนของการจัดการสารสนเทศ  5.1 การรวบรวมข้อมูลเเละการตรวจสอบข้อมูล
     1.การรวบรวมข้อมูล  2.การตรวจสอบข้อมูล
      5.2 การประมวลผลข้อมูล เป็นการกระทำของเครื่องคอมพ์พิวเตอร์กับข้อมูล ได้เเก่                
       การรวบรวมเป็นเเฟ้มข้อมูล การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับเป็นต้น
     5.3 การดูเเลรักษาข้อมูล 1.การจะดเก็บข้อมูล 2.การทำสำเนาข้อมูล 3.การสื่อารข้อมูล
     4.การปรับปรุงข้อมูล
  8.  ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) หมายถึง ระบบที่สามารถจัดการข้อมูลตั้งเเต่การรวบรวมเเละตรวจสอบข้อมูล การประมวลผลข้อมูล รวมถึงการดูเเลรักษาข้อมูล ได้เเก่ การจัดเก็บข้อมูล การทำสำเนาข้อมูล การปรับปรุงข้อมูล ตลอดจนการสื่อสารข้อมู, เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องเเละทันต่อความต้องการใช้งานของผู้ใช้
  9.  องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 5 องค์ประกอบได้แก่ 6.1ฮารด์เเวร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์เเละอุปกรณ์รอบข้าง ซึ่งฮาร์ดเเวร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย
     6.2 ซอฟต์เเวร์ คือโปรเเกรมหรือชุดคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
     6.3 ข้อมูลเเละสารสนเทศ ข้อมูล (data) เป็นองค์ประกอบกอบสำคัญสำหรับคอมพิวเตอร์ในการประมวลผล
     6.4 บุคลากร เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ซึ่งบุคลากรต้องมีความรู้ความสามารถ
     6.5 กระบวนการทำงาน เป็นขั้นตอนการทำงานที่ผู้ใช้ต้องทำตาม เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
  10.   สารสนเทศ มี3ระดับ 1.ระดับผู้ใช้งาน (uesr) เป็นผู้นำสารสนเทศที่ได้จากสารสนเทศมาใช้งาน 2.ระดับผู้พัฒนาระบบ (system analyest) เป็นผู้พัฒนาระบบสารสนเทศ ได้เเก่
     นักวิเคราะห์ระบบ ทำหน้าที่เเละออกแบบระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกับหน่วยงาน
     3.ระดับผู้ปฏิบัติการ (operator) เป็นผู้นำหน้าที่ป้อนข้อมูลให้กับระบบสารสนเทศ
                                                              อ้างอิงจาก เทคโนโลยีสารสนเทศม.1

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อุปกรณ์รับเสียง

อุปกรณืรับเสียง (audio-input devices) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลเสียงทั้งเสียงพูด เสียงเพลง
เเละเสียงอื่นๆ จากนั้นอุปกรณ์จะแปลงสัญญาณเสียงที่มนุษย์เข้าใจให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้าคอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลได้ อุปกรณ์รับเสียงที่นิยมใช้ ได้เเก่ ไมโครโฟน
                                                           
                                                                  อ้างอิง จากหนังสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร ม.๑

หน่วยรับข้อมูล

หน่วยรับข้อมูล (input unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู้คอมพิวเตอร์เช่น ตัวอักษร ตัวเลข
สัญลักษณ์ เป้นต้น โดยจะแปลงข้อมูลให้ไปอยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ
นำมาจัดเก็บที่หน่วยความจำหลัก เเละใช้ประมวลผลได้อุปกรณ์หน่วยรับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังนี้
1.เมาส์
2.เเป้นพิมพ์
3.สแกนเนอร์
4.ไมโครโฟน
5.กล้อง
                                                               
                                                                  อ้างอิง จากหนังสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร ม.๑                                       

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์มีความสำคัญเเละมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงเเละทางอ้อมประโยชน์ทางตรงคือคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างเที่ยงตรงรวดเร็ว ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีเเละมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากประโยชน์ทางอ้อมคือช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มพูนความรู้เเละสามารถเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย
รวมทั้งช่วยพัฒนาระบบงานในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านเทคนิคเเละเทคโนโลยีของระบบงานที่ทันสมัย
ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตความเป็ฯอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสมารถสรุปประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ได้ดังต่อไปนี้
1.ช่วยสร้างงาน เช่น เอกสาร รายงาน รูปภาพ แบบจำลองเป็นต้น
2.ช่วยสร้างความบันเทิง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ 
3.ช่วยติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลกัน คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้องมูลข่าวสารได้
4.ช่วยสือบค้นข้อมูล คอมพิวเตอร์เป็นเเหล่งการเรียนรู้ที่ดี สำหรับค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ
5.ช่วยเเกไขปัญหาทางด้านสังคมเเละประเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยงานวางเเผนการทำงาน
                                                               
                                                                  อ้างอิง จากหนังสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร ม.๑

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความหมายของคอมพิวเตอร์

เมื่อพิจารณาศัพท์คำว่า คอมพิวเตอร์ ถ้าแปลกันตรงตัวตามคำภาษาอังกฤษ จะหมายถึงเครื่องคำนวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ เครื่องคำนวณที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องกลไกหรือเครื่องไฟฟ้า ต่างก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ลูกคิดที่เคยใช้กันในร้านค้า ไม้บรรทัด คำนวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประจำตัววิศวกรในยุคยี่สิบปีก่อน หรือเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด
ในปัจจุบันความหมายของคอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึงเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์
การจำแนกคอมพิวเตอร์ตามลักษณะวิธีการทำงานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ

แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer) เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการคำนวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดคำนวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการคำนวณ โดยไม้บรรทัดคำนวณจะมีขีดตัวเลขกำกับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมรประกบรวมกัน การคำนวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทำนองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด
แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ จึงเหมาะสำหรับงานคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์ เช่น การจำลองการบิน การศึกษาการสั่งสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรนำเข้าอาจเป็นอุณหภูมิความเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่งจะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อนำเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้าแปรกับเวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็นค่าของตัวแปรที่กำลังศึกษา
ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการคำนวณมีความละเอียดน้อย ทำให้มีขีดจำกัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น

ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (digital computer) คอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน จัดเป็นดิจิทัลคอมพิวเตอร์แทบทั้งหมด ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มีหลักการคำนวณที่ไม่ใช่แบบไม้บรรทัดคำนวณ แต่เป็นแบบลูกคิด โดยแต่และหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักร้อย และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นระบบเลขฐานสินที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถ้าเก้าไปสิบตัวตามระบบตัวเลขที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ค่าตัวเลขของการคำนวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นหลักเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นระบบเลขฐานสองที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียงสองตัว คือเลขศูนย์กับเลขหนึ่งเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการทำงานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การคำนวณภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะเป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิบที่เราใช้และคุ้นเคยจะถูกแปลงไปเป็นระบบเลขฐานสองเพื่อการคำนวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเลขฐานสองอยู่ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย  

                                    อ้างอิงจากhttp://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/index0.htm

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ประวัติคอมพิวเตอร์

ปี ค.ศ.๑๘๒๑ (พ.ศ. ๒๓๓๖) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ ชาลส์ แบบเจล (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องผลต่าง (difference engine) ที่มีฟังก์ชันทางตรีโกณมิติต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์
ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๓๓ (พ.ศ. ๒๓๗๖) ได้ออกแบบเครื่องวิเคราะห์ (analytical engine) ซึ่งมีหลักการทำงานคล้ายคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบันการทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น๓ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุมใช้ระบบเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู สามารถคำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บผลลัพธ์ในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ
จากแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเครื่องผลต้างและออกแบบเครื่องวิเคราะห์ เป็นประโยชน์ต่อวงการคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมาเป็นอย่างมาก ชาลส์ แบบเบจ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งคอมพิวเตอร์"
                                                               
                                                                  อ้างอิง จากหนังสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร ม.๑